Thursday, February 26, 2015

                อ้าวววเพื่อนๆ วันนี้นกน้อยก็มีอีกเรื่องจะมาเล่าให้ฟังอีกแล้วสินะ ก่อนอื่นเราขออนุญาตพูดถึงเรื่องความคิดเห็นของผู้คนที่แตกต่างกันก่อนเลยนะฮัฟฟ คือก็รู้ๆ กันอยู่อ่ะเนอะว่าเวลาพูดถึงเรื่องภาษา บางคนก็เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง บางคนก็ไม่ชอบและอาจคัดค้านด้วยซ้ำ นกน้อยก็แค่อยากจะบอกว่าเราไม่ได้ประสงค์ไม่ดีหรือจะขัดใจใครน้า เราแค่จะมาแชร์ข้อความแชทที่เพื่อนส่งมาให้ดูระหว่างเพื่อนกับแม่ เราจะใช้นามสมมติว่านนทกรละกันนะบอกก่อน 555 นนเค้าเห็นว่าแม่ตลกดี เราเห็นว่าเออ หัวข้อนี้ก็น่าสนใจอยู่นะ แล้วก็เป็นเรื่องที่เราคนไทยก็คุยกันมาตลอดด้วย เพื่อนๆ คงสงสัยแล้วละสิว่าไอ้เรื่องนี้มันคืออะไรกันแน่ มันก็คือเรื่องของ ศัพท์วัยรุ่น และศัพท์ที่เปลี่ยนแปลงในภาษาไทยนั่นเองงงง :)
                คนเราในแต่ละสมัยก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้วใช่ปะะะ ทั้งความคิด ชีวิต ความเป็นอยู่ และอื่นๆ นานา ซึ่งล้วนแล้วก็มีอิทธิพลต่อผู้คนทั้งนั้น อ่าาา ตอนนี้เราก็มาดูแชทของสองแม่ลูกกันเถิดดดด นกน้อยเตรียมเรื่องย่อเหตุการณ์ไว้ให้ด้วยนะ ครัชช จะได้เหมือนอ่านเรื่องสั้นหนุกๆๆ
*****
เปิดเทอมเช้าวันหนึ่งขณะที่เด็กชายนนทกรกำลังเดินไปโรงเรียน ในหัวนั้นก็กำลังคิดถึงเรื่องสอบกลางภาคที่เพิ่งผ่านมา ก็อดกังวลไม่ได้ว่าถ้าแม่ได้รับรู้ผลสอบแล้ว ตัวเองจะโดนด่า โดนว่า โดนทำโทษหรือเปล่าเราก็ทำดีที่สุดแล้วนะ...ทำไมเราถึงได้คะแนนน้อยอย่างนี้...เห้อ เซ็งจริง นนทกรคิดในใจ ทุกวันหลังวันที่ผลสอบออก เด็กชายนนทกรกลับบ้านมาก็เล่นแต่เกม เพราะรู้สึกว่าตนเองนั้นเรียนก็ไม่เก่ง ฉลาดก็ไม่ฉลาด งั้นเรียนไปก็คงไม่ได้อะไร เล่นเกมดีกว่า สบายใจมีความสุขแถมคนในโลกออนไลน์ยังเห็นว่าเขาเป็นคนเก่งอีกด้วย แตกต่างจากชีวิตในโลกความเป็นจริงที่มีแต่คนติคนมองข้าม แต่แล้วอยู่ๆ คุณแม่ก็ส่งเมสเสจมาทางไลน์พอดี แม่จะดูผลสอบได้จากที่ไหนคะลูก? แย่แล้วสิเรา นนทกรคิดอย่างกังวลใจ

แม่: แม่จะดูผลสอบได้จากที่ไหนคะลูก?
ลูก: ผลยังไม่ออกเลยค้าบแม่
แม่: ผ่านมาตั้งสองเดือนกว่าแล้วนะ ผลต้องออกแล้วสิ อย่าโกหกแม่นะ
ลูก: โหหหหหห
ลูก: ผมจะโกหกแม่ไปทามมมายยคร้าบบบบ
ลูก: เอาเปนว่าเดี๋ยวออกแล้วจะบอกแม่นะ
แม่: วันๆ เอาแต่เล่นเกม ตั้งใจเรียนหน่อย เดี๋ยวก็จะจบแล้ว เกรดไม่สวยแล้วอย่ามาเสียใจทีหลังหล่ะ
ลูก: อะไรกันน คนอื่นเค้าบอกกันว่าผมอ่ะเมพขิงๆ กันทั้งนั้นน
แม่: เมพขิงๆ คืออะไร...
ลูก: อ๋อโทดคับแม่ ลืมไป เมพขิงๆ คือเทพจิงๆ ไงแม่ 5565555                                                                                             

                เริ่มแรกสองแม่ลูกก็คุยกันด้วยอารมณ์ขำๆ แฝงด้วยความเคร่งเครียด แต่แล้วก็คุยกันไปจนความเครียดนั้นหายไป และกลายเป็นความสนุกเหมือนเพื่อนกันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ระหว่างที่คุยแชทกับคุณแม่ นนทกรก็คิดสงสัยเพราะเพิ่งสังเกตุว่าตัวเองแทบไม่ได้คุยกับคุณแม่ในแนวนี้เลย...แบบแชทแบบวัยรุ่นอะไรงี้น่ะ...รู้สึกสนิทขึ้น...หรือว่าจะเป็นเพราะแชทในไลน์นะ? เราก็ไม่ค่อยได้คุยแชทออนไลน์กับแม่ซะด้วย คุยไปคุยมา ด้วยความที่คุณแม่แทบไม่ได้แชทออนไลน์กับลูก จึงไม่เคยรู้ว่าลูกตัวเองนั้นใช้ภาษาวัยรุ่นกับคนอื่น... ด้วยความที่ตนเองก็ไม่เข้าใจคำศัพท์ใหม่เหล่านี้เพราะไม่เคยเห็นไม่เคยใช่ และไม่เคยเจอศัพท์เหล่านี้จึงไม่ชินกับการพูดคุยแบบคนรุ่นใหม่ และรู้สึกว่าการคุยแบบนี้นั้นไม่เหมาะสมเลย... เด็กๆ อยู่ที่โรงเรียนก็ไม่ใช่ว่าจะได้คะแนนดีเยี่ยมทุกวิชา แล้วมาใช้ศัพท์ใหม่แบบนี้ สะกดผิดบ้าง เพี้ยนบ้าง ก็ทำให้เด็กยิ่งงงยิ่งเขียนผิด แต่แล้วพอคุยไปเรื่อยๆ คุณแม่นั้นก็เริ่มสังเกตเห็นว่าการใช้ศัพท์วัยรุ่นที่คอยเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ นั้นหามไม่ได้ และจริงๆ แล้วก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ตอนแรก เพราะเวลาเด็กได้พิมพ์คำพวกนี้ออกมา ก็สามารถเห็นได้กับตาว่าสะกดอะไรยังไง และช่วยให้แยกแยะออกว่าอะไรถูกอะไรผิด

แม่: อ๋อ เดี๋ยวนี้เขานิยมกันใช้คำแบบนี้กันเหรอ
ลูก: เค้าฮิตกันมานานล้าา -__-
ลูก: เห้ออ แม่เราตกเทรนด์จุง
แม่: นี่เดี๋ยวนี้มีศัพท์ใหม่เยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แม่ไม่เห็นรู้เลย
ลูก: แม่คนรุ่นเก่าอ่าา
แม่: ...แม่ว่าไม่ค่อยเข้าท่าเลยนะลูก
ลูก: ห๊าาา
แม่: อย่างนี้เด็กๆ ก็งงภาษากันหมดสิ ยิ่งภาษาก็ไม่ค่อยแข็งอยู่แล้วด้วย...
ลูก: โถ่แม่ อย่างน้อยเกรดวิชาไทยผมก็ผ่านนะฮะ -3-
แม่: ผ่าน แต่ก็ไม่ได้สูงเลยใช้ไหมเล่า
ลูก: เหอะ -_- แม่ก็
ลูก: ลูกเงิบเลยฮัฟฟ
แม่: ลูกพูดอะไรแม่ไม่เข้าใจเล้ยย
แม่: ทำไมเราตกกระแสขนาดนี้เนี่ย เพิ่งจะรู้ตัว
ลูก: มันเป็นงี้มานานแล้วววแม่คร้าบบบบ
ลูก: ยังไงเรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นตามยุคสมัยเป็นธรรมดาอยู่แล้วอ่า
ลูก: มันห้ามกันได้ด้วยหรอฮะ ก็เรื่องปกติปะ
แม่: โอ้โห ไม่ได้แล้ว
แม่: เดี๋ยวแม่รีบไปอัพเดทก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกัน 55
ลูก: โอเคครัชช
ลูก: บุ๊ยบุยย
*****
...ระหว่างที่คุณแม่คุยกับลูกชาย ก็ค่อยๆ เรียนรู้ถึงโลกสมัยใหม่ที่ตนเองไม่เคยรู้จักเนื่องจากว่าเติบโตมาในคนละยุคสมัย การสนทนาของสองแม่ลูกนั้นเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ และเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว...
จบบแล้ววว ก็ไม่มีไรมากอ่ะนะ ก็แค่อยากจะแบ่งปันการเปลี่ยนแปลงของแม่นนทกรที่เร็วฝุดฝุดเลย 5555555 ขนาดตัวเราเอง แต่ก่อนก็ไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องอิทธิพลคนรอบข้างครอบครัวอะไรงี้มากนะ แต่พอเพื่อนส่งแชทมาให้นี่แบบว่า เห้ยยย มันทำให้เห็นเลยหว่ะว่าความแตกต่างในการใช่ภาษาพูดระหว่างสองแม่ลูกตอนแรกต่างกันขนาดไหน แต่อยู่ดีๆ คุยไปเพลินๆ แม่ก็เริ่มซึมซับภาษาวัยรุ่นที่ลูกตัวเองใช้ เริ่มมีการใช้ศัพท์วัยรุ่นใหม่ๆ ขนาดการแสดงอารมณ์ด้วยรูปหน้าอีโมชั่น     “-__-” ยังมีเลยอ่า คิดดู
เอออ...เรานี่ก็มัวแต่ไปพูดถึงคนอื่นเค้าเนอะ ว่าแต่ตัวเองเราก็ใช้ภาษาสะกดผิด เพี้ยน ทับศัพท์อะไรเยอะแยะเหมือนกันนะ -3- 555555 ในฐานะนักเรียนนักศึกษา เราว่าการใช้ภาษาวัยรุ่น สแลง คำทับศสัพท์ อะไรผิดๆ ถูกๆ  จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แย่อะไรนะ ถ้าคนที่ใช้ภาษาแบบนี้รู้ว่าแบบที่ถูกต้องคือยังไงและใช้ให้ถูกที่ ถูกคน ถูกสถานการณ์อะไรงี้ๆๆๆ เอ้ออ นั่นแหละ คือถ้าอย่างเรากับเพื่อนๆ เราก็รู้ว่าที่ถูกต้องเป็นไงง การที่ตัดคำให้การพิมเร็วขึ้น สะกดผิดบางไรบ้างก็เป็นการฝึกทักษะอยู่นะ มันทำให้เราได้พิมออกมา ได้เห็นตัวสะกด แล้วมันทำให้พิมคล่องขึ้นด้วยอ่ะ
เพื่อนๆ คิดยังไงกันบ้างเอ่ยยยย เม้นไว้เบยยย มีคำถามอะไรก็ถามได้น้าา เดี๋ยวเค้าไปตอบจ้าาา JJJ

*****

4 comments:

  1. 555555555 ดีๆๆๆ เห็นด้วยอย่างแรงงงงสสส

    ReplyDelete
  2. คนต่างรุ่นกันก็งี้แหละะ ถึงพวกคนรุ่นเก่าจะคิดว่ามันไม่ดี ไม่เหมาะสมหรืออะไร แต่ยังไงภาษามันก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยอยู่แล้วปะะ แม่เราก็เป็นนะ บอกว่าวันๆ เอาแต่แชท ภาษาอะไรก็ไม่รู้ ไม่ใช่ไทยละ ก็เบื่อนะบางที แต่เราก็บอกแม่ว่ามันคือเรื่องธรรมดาาาา! เหอะะ -…-

    ReplyDelete
    Replies
    1. ไม่ว่าจะยุคไหน ภาษามันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อยู่แล้วอ่ะ ในสมัยพ่อแม่พวกเราก็เหมือนกันแหละ เราว่าการใช้ภาษาวัยรุ่นแบบนี้ไม่ได้มีผลกับการเรียนอะไรเลยนะ เราว่าก็โอเคอ่ะ

      Delete
  3. ชีวิตคนเราเดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่เรานะ เดี๋ยวนี้เรามีทั้งอิทธิพลจากต่างประเทศ และการใช้ชีวิตใหม่ๆ ซึ่งทำให้เกิดการสร้างคำใหม่ในคนรุ่นใหม่แบบเรา ความนิยมตามกระแสหรือเทรนด์อะไรต่างๆ ก็มี ลองสังเกตดูสิว่าบางทีการปรับเปลี่ยนภาษาก็เพื่อที่จะให้เราได้เข้ากับชีวิตประจำวันได้มากขึ้นและมีความเหมาะสมในยุคสมัยของเรา

    ReplyDelete