อ้าวววเพื่อนๆ
วันนี้นกน้อยก็มีอีกเรื่องจะมาเล่าให้ฟังอีกแล้วสินะ ก่อนอื่นเราขออนุญาตพูดถึงเรื่องความคิดเห็นของผู้คนที่แตกต่างกันก่อนเลยนะฮัฟฟ
คือก็รู้ๆ กันอยู่อ่ะเนอะว่าเวลาพูดถึงเรื่องภาษา บางคนก็เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง
บางคนก็ไม่ชอบและอาจคัดค้านด้วยซ้ำ นกน้อยก็แค่อยากจะบอกว่าเราไม่ได้ประสงค์ไม่ดีหรือจะขัดใจใครน้า
เราแค่จะมาแชร์ข้อความแชทที่เพื่อนส่งมาให้ดูระหว่างเพื่อนกับแม่ เราจะใช้นามสมมติว่า“นนทกร”ละกันนะบอกก่อน 555 นนเค้าเห็นว่าแม่ตลกดี เราเห็นว่าเออ
หัวข้อนี้ก็น่าสนใจอยู่นะ แล้วก็เป็นเรื่องที่เราคนไทยก็คุยกันมาตลอดด้วย เพื่อนๆ
คงสงสัยแล้วละสิว่าไอ้เรื่องนี้มันคืออะไรกันแน่ มันก็คือเรื่องของ ศัพท์วัยรุ่น
และศัพท์ที่เปลี่ยนแปลงในภาษาไทยนั่นเองงงง :)
คนเราในแต่ละสมัยก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้วใช่ปะะะ
ทั้งความคิด ชีวิต ความเป็นอยู่ และอื่นๆ นานา ซึ่งล้วนแล้วก็มีอิทธิพลต่อผู้คนทั้งนั้น
อ่าาา ตอนนี้เราก็มาดูแชทของสองแม่ลูกกันเถิดดดด
นกน้อยเตรียมเรื่องย่อเหตุการณ์ไว้ให้ด้วยนะ ครัชช
จะได้เหมือนอ่านเรื่องสั้นหนุกๆๆ
*****
เปิดเทอมเช้าวันหนึ่งขณะที่เด็กชายนนทกรกำลังเดินไปโรงเรียน
ในหัวนั้นก็กำลังคิดถึงเรื่องสอบกลางภาคที่เพิ่งผ่านมา
ก็อดกังวลไม่ได้ว่าถ้าแม่ได้รับรู้ผลสอบแล้ว ตัวเองจะโดนด่า โดนว่า โดนทำโทษหรือเปล่า “เราก็ทำดีที่สุดแล้วนะ...ทำไมเราถึงได้คะแนนน้อยอย่างนี้...เห้อ
เซ็งจริง”
นนทกรคิดในใจ ทุกวันหลังวันที่ผลสอบออก เด็กชายนนทกรกลับบ้านมาก็เล่นแต่เกม
เพราะรู้สึกว่าตนเองนั้นเรียนก็ไม่เก่ง ฉลาดก็ไม่ฉลาด งั้นเรียนไปก็คงไม่ได้อะไร
เล่นเกมดีกว่า สบายใจมีความสุขแถมคนในโลกออนไลน์ยังเห็นว่าเขาเป็นคนเก่งอีกด้วย
แตกต่างจากชีวิตในโลกความเป็นจริงที่มีแต่คนติคนมองข้าม แต่แล้วอยู่ๆ คุณแม่ก็ส่งเมสเสจมาทางไลน์พอดี
“แม่จะดูผลสอบได้จากที่ไหนคะลูก?” “แย่แล้วสิเรา” นนทกรคิดอย่างกังวลใจ
แม่: แม่จะดูผลสอบได้จากที่ไหนคะลูก?
ลูก: ผลยังไม่ออกเลยค้าบแม่
แม่: ผ่านมาตั้งสองเดือนกว่าแล้วนะ ผลต้องออกแล้วสิ อย่าโกหกแม่นะ
ลูก: โหหหหหห
ลูก: ผมจะโกหกแม่ไปทามมมายยคร้าบบบบ
ลูก: เอาเปนว่าเดี๋ยวออกแล้วจะบอกแม่นะ
แม่: วันๆ เอาแต่เล่นเกม ตั้งใจเรียนหน่อย เดี๋ยวก็จะจบแล้ว
เกรดไม่สวยแล้วอย่ามาเสียใจทีหลังหล่ะ
ลูก: อะไรกันน คนอื่นเค้าบอกกันว่าผมอ่ะเมพขิงๆ กันทั้งนั้นน
แม่: เมพขิงๆ คืออะไร...
ลูก: อ๋อโทดคับแม่ ลืมไป เมพขิงๆ คือเทพจิงๆ ไงแม่
5565555
เริ่มแรกสองแม่ลูกก็คุยกันด้วยอารมณ์ขำๆ
แฝงด้วยความเคร่งเครียด แต่แล้วก็คุยกันไปจนความเครียดนั้นหายไป
และกลายเป็นความสนุกเหมือนเพื่อนกันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่คุยแชทกับคุณแม่
นนทกรก็คิดสงสัยเพราะเพิ่งสังเกตุว่าตัวเองแทบไม่ได้คุยกับคุณแม่ในแนวนี้เลย...แบบแชทแบบวัยรุ่นอะไรงี้น่ะ...รู้สึกสนิทขึ้น...“หรือว่าจะเป็นเพราะแชทในไลน์นะ?
เราก็ไม่ค่อยได้คุยแชทออนไลน์กับแม่ซะด้วย” คุยไปคุยมา
ด้วยความที่คุณแม่แทบไม่ได้แชทออนไลน์กับลูก
จึงไม่เคยรู้ว่าลูกตัวเองนั้นใช้ภาษาวัยรุ่นกับคนอื่น...
ด้วยความที่ตนเองก็ไม่เข้าใจคำศัพท์ใหม่เหล่านี้เพราะไม่เคยเห็นไม่เคยใช่
และไม่เคยเจอศัพท์เหล่านี้จึงไม่ชินกับการพูดคุยแบบคนรุ่นใหม่ และรู้สึกว่าการคุยแบบนี้นั้นไม่เหมาะสมเลย...
เด็กๆ อยู่ที่โรงเรียนก็ไม่ใช่ว่าจะได้คะแนนดีเยี่ยมทุกวิชา
แล้วมาใช้ศัพท์ใหม่แบบนี้ สะกดผิดบ้าง เพี้ยนบ้าง ก็ทำให้เด็กยิ่งงงยิ่งเขียนผิด
แต่แล้วพอคุยไปเรื่อยๆ
คุณแม่นั้นก็เริ่มสังเกตเห็นว่าการใช้ศัพท์วัยรุ่นที่คอยเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ
นั้นหามไม่ได้ และจริงๆ แล้วก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ตอนแรก
เพราะเวลาเด็กได้พิมพ์คำพวกนี้ออกมา ก็สามารถเห็นได้กับตาว่าสะกดอะไรยังไง
และช่วยให้แยกแยะออกว่าอะไรถูกอะไรผิด
แม่: อ๋อ เดี๋ยวนี้เขานิยมกันใช้คำแบบนี้กันเหรอ
ลูก: เค้าฮิตกันมานานล้าา -__-
ลูก: เห้ออ แม่เราตกเทรนด์จุง
แม่: นี่เดี๋ยวนี้มีศัพท์ใหม่เยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แม่ไม่เห็นรู้เลย
ลูก: แม่คนรุ่นเก่าอ่าา
แม่: ...แม่ว่าไม่ค่อยเข้าท่าเลยนะลูก
ลูก: ห๊าาา
แม่: อย่างนี้เด็กๆ ก็งงภาษากันหมดสิ ยิ่งภาษาก็ไม่ค่อยแข็งอยู่แล้วด้วย...
ลูก: โถ่แม่ อย่างน้อยเกรดวิชาไทยผมก็ผ่านนะฮะ -3-
แม่: ผ่าน แต่ก็ไม่ได้สูงเลยใช้ไหมเล่า
ลูก: เหอะ -_- แม่ก็
ลูก: ลูกเงิบเลยฮัฟฟ
แม่: ลูกพูดอะไรแม่ไม่เข้าใจเล้ยย
แม่: ทำไมเราตกกระแสขนาดนี้เนี่ย เพิ่งจะรู้ตัว
ลูก: มันเป็นงี้มานานแล้วววแม่คร้าบบบบ
ลูก:
ยังไงเรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นตามยุคสมัยเป็นธรรมดาอยู่แล้วอ่า
ลูก: มันห้ามกันได้ด้วยหรอฮะ ก็เรื่องปกติปะ
แม่: โอ้โห ไม่ได้แล้ว
แม่: เดี๋ยวแม่รีบไปอัพเดทก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกัน 55
ลูก: โอเคครัชช
ลูก: บุ๊ยบุยย
*****
...ระหว่างที่คุณแม่คุยกับลูกชาย ก็ค่อยๆ เรียนรู้ถึงโลกสมัยใหม่ที่ตนเองไม่เคยรู้จักเนื่องจากว่าเติบโตมาในคนละยุคสมัย
การสนทนาของสองแม่ลูกนั้นเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ
และเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว...
จบบแล้ววว ก็ไม่มีไรมากอ่ะนะ
ก็แค่อยากจะแบ่งปันการเปลี่ยนแปลงของแม่นนทกรที่เร็วฝุดฝุดเลย 5555555 ขนาดตัวเราเอง
แต่ก่อนก็ไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องอิทธิพลคนรอบข้างครอบครัวอะไรงี้มากนะ
แต่พอเพื่อนส่งแชทมาให้นี่แบบว่า เห้ยยย มันทำให้เห็นเลยหว่ะว่าความแตกต่างในการใช่ภาษาพูดระหว่างสองแม่ลูกตอนแรกต่างกันขนาดไหน
แต่อยู่ดีๆ คุยไปเพลินๆ แม่ก็เริ่มซึมซับภาษาวัยรุ่นที่ลูกตัวเองใช้
เริ่มมีการใช้ศัพท์วัยรุ่นใหม่ๆ ขนาดการแสดงอารมณ์ด้วยรูปหน้าอีโมชั่น “-__-” ยังมีเลยอ่า
คิดดู
เอออ...เรานี่ก็มัวแต่ไปพูดถึงคนอื่นเค้าเนอะ
ว่าแต่ตัวเองเราก็ใช้ภาษาสะกดผิด เพี้ยน ทับศัพท์อะไรเยอะแยะเหมือนกันนะ -3-
555555 ในฐานะนักเรียนนักศึกษา
เราว่าการใช้ภาษาวัยรุ่น สแลง คำทับศสัพท์ อะไรผิดๆ ถูกๆ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แย่อะไรนะ
ถ้าคนที่ใช้ภาษาแบบนี้รู้ว่าแบบที่ถูกต้องคือยังไงและใช้ให้ถูกที่ ถูกคน
ถูกสถานการณ์อะไรงี้ๆๆๆ เอ้ออ นั่นแหละ คือถ้าอย่างเรากับเพื่อนๆ เราก็รู้ว่าที่ถูกต้องเป็นไงง
การที่ตัดคำให้การพิมเร็วขึ้น สะกดผิดบางไรบ้างก็เป็นการฝึกทักษะอยู่นะ มันทำให้เราได้พิมออกมา
ได้เห็นตัวสะกด แล้วมันทำให้พิมคล่องขึ้นด้วยอ่ะ
เพื่อนๆ คิดยังไงกันบ้างเอ่ยยยย เม้นไว้เบยยย
มีคำถามอะไรก็ถามได้น้าา เดี๋ยวเค้าไปตอบจ้าาา JJJ
*****